Supreme แบรนด์ไฮสตรีท ที่สายแฟ(ชั่น)​ ห้ามพลาด

supreme แบรนด์ไฮสตรีท ที่สายแฟ(ชั่น)​ ห้ามพลาด

Supreme แบรนด์สินค้า ไฮสตรีท ที่วัยรุ่น ในปัจจุบันต้องรู้จักอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น สเก็ตบอร์ด , เสื้อแจ็กเก็ต , รองเท้าSneaker หรือ Collection ต่างที่ออกมาจากแบรนด์ซูพรีม ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากการ Collab กับแบรนด์ดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น BAPE, STUSSY , NIKE , ADIDAS , Vans, The North Face, Timberland, Dickies, Eastpak, JanSport, Kipling วันนี้ WhenWeWear จึงจะพาผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับแบรนด์ซูพรีมกันให้มากขึ้น 

ประวัติSUPREME แบรนด์สินค้าStreetWear ที่วัยรุ่นนิยมใส่

Supreme แบรนด์เสื้อผ้าไฮสตรีท

แบรนด์ ซูพรีม ก่อตั้งโดยJames Jebbia ชาวอเมริกัน ซึ่งก้าวแรกของเขา ในวงการแฟชั่น เริ่มจากการที่เขาเปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่นภายใต้แบรนด์ Union NYC ในปีค.ศ.1989 โดยร้านนี้ จะนำสินค้าแฟชั่นของแบรนด์อังกฤษเข้ามาขาย ก่อนที่ในปีค.ศ. 1991 เขาได้ร่วมมือกับชอว์น สตูสซี ตั้งแบรนด์ที่มีชื่อว่า สตูสซี (Stüssy) และเริ่มตั้งแบรนด์ใหม่ ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในปัจจุบันอย่าง Supreme ในปี ค.ศ. 1994 ในระหว่างนั้น เป็นช่วงที่วุ่นวายของเจมส์ เจบเบีย เพราะตัวเขาทำงานทั้งสองที่ ทั้งที่ร้าน สตูสซี และ ซูพรีม ของตัวเอง โดยสาขาแรกของแบรนด์ Supreme ตั้งอยู่บนถนนลาฟาแยต แมนฮัตตัน นิวยอร์ก ในเวลานั้นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เน้นไปที่กลุ่มนักเล่นสเก็ตบอร์ดแม้ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของเหล่านักเล่นสเกตบอร์ด แต่คุณภาพของเนื้อผ้า ต่างได้การยอมรับในวงกว้างว่า เสื้อยืด เสื้อฮู้ดดี้ และสเวตเตอร์ มีคุณภาพดี ราคาไม่แพง เรียบง่าย และมีความเท่เป็นลักษณะเฉพาะความนิยมของ Supreme ค่อยๆ ขยายฐานไปเรื่อยๆ จากนิวยอร์ก ไปลอสแอนเจลิส, ซาน ฟรานซิสโก ไปโด่งดังในเมืองสำคัญของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส และญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 11 สาขาทั่วโลก ด้วยความที่สโตร์ของ Supreme มีเพียงแค่ 11 สาขาเท่านั้น ส่งผลให้การจะได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของคอลเลกชั่นต่างๆ ของ Supreme จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งสินค้าที่วางจำหน่ายก็มีจำนวนจำกัด เมื่อของมีน้อยและมีจำนวนจำกัด จึงไม่แปลกนักที่สินค้าทุกชนิดของแบรนด์ Supreme จะมีราคารีเซล (Resell) หรือขายต่อสินค้าในราคาที่แพงกว่าราคาป้าย 10 เท่า ได้อย่างง่ายดาย

โลโก้สุดคูลของ Supreme

Supreme

จุดเด่นที่ทำให้ Supreme กลายเป็นที่รู้จัก ชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้เลย นั่นคือโลโก้ของ Supreme ประเด็นนี้ เจมส์ เจบเบีย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Supreme บอกตรงๆ ไม่มีอ้อมว่า เขาได้แรงบันดาลใจในการออกแบบโลโก้ มาจากงานศิลปะของบาร์บารา ครูเกอร์ ซึ่งใช้ตัวอักษรเอียง (Italic) สีขาว บนพื้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง (Box Logo) ขณะที่เจ้าของผลงานอย่างบาร์บารา ครูเกอร์ (Barbara Kruger) ไม่ได้แสดงความเห็นอะไร และไม่ได้มีความคิดที่จะฟ้องร้อง Supreme เพียงแต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้น นั่นคือ เกิดประเด็นการฟ้องร้องระหว่าง Supreme และลีอาห์ แม็คสวีนีย์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิง Married to the Mob (MTTM) ออกแบบเสื้อผ้าโดยใช้คำว่า Supreme Bitch บนเสื้อยืดและหมวก

KEY FACTOR ความสำเร็จของแบรนด์ Supreme

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คานเย เวสต์ (Kanye West)  ผู้ผลักดันความHybe และเป็นผู้ที่ผลักดันความสำเร็จให้แก่แบรนด์ ซูพรีม ในปี 2006 เวลานั้น แบรนด์ Supreme เป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว จากการที่แบรนด์มีผลงานCollaboration ร่วมกับแบรนด์ดัง เช่น ไนกี้ (Nike), คลาร์กส์ (Clarks) และแวนส์ (Vans) เพียงแต่จุดที่ทำให้แบรนด์ Supreme ก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิมนั้น เป็นเพราะว่ารองเท้า Supreme Blazer SB ซึ่งเป็นงานคอลแลบ (Collab) ร่วมกันระหว่างไนกี้และ Supreme ถูกสวมใส่โดยคานเย เวสต์ (Kanye West) ศิลปิน นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์คนดังคานเย เวสต์ ชายที่อยู่ในหลายปรากฏการณ์ของโลกแฟชั่น ดนตรี และศิลปะ ก่อนหน้าที่ Supreme Blazer SB จะถูกสวมใส่โดยคานเย เวสต์ ราคาป้ายของสนีกเกอร์คู่นี้เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ส่วนราคาของตลาดรีเซลก็ไม่แพงมากนัก ประมาณ 300-400 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อโลกเห็นว่าคานเย เวสต์ ใส่สนีกเกอร์รุ่นนี้ ความนิยมของรองเท้าคู่นี้ ถีบตัวสูงขึ้นอีกเท่าตัว มีมูลค่าในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐจากนั้นความนิยมในแบรนด์ Supreme ก็พุ่งถึงขีดสุด ในปี 2007 เกิดการทำงานร่วมกับแบรนด์ The North Face อีก 7 ปีต่อมาก็มีแบรนด์ Lacoste, Dr.Martens, Timberland และ Jordan Brand ของ ไมเคิล จอร์แดน ที่เข้ามาร่วมทำงานกับ Supreme เกิดเป็นคอลเลกชั่นใหม่ๆ ให้แฟชั่นนิสตากระเป๋าฉีกแทบทุกเดือน จนเกิดวัฒนธรรมการตั้งแคมป์ (Camping) หน้าร้าน คล้ายกับในอดีตที่แฟนพันธุ์แท้แอปเปิล (Apple) จะนั่งเฝ้า นอนเฝ้า บริเวณหน้าร้านแอปเปิล สโตร์ สาขาต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง iPhone รุ่นใหม่ก่อนใคร นอกจากนี้ ศิลปินชื่อก้องโลกไม่ว่าจะเป็น ดาเมียน เฮิร์สท (Damien Hirst), ริชาร์ด ปรินซ์ (Richard Prince) และศิลปินที่คนไทยน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีกับเขาคนนี้ ทาคาชิ มูราคามิ (Takashi Murakami) เจ้าของลิขสิทธิ์ดอกไม้หน้ายิ้ม ที่เคยฮิตติดลมบนจนเกิดของปลอมกันเกลื่อนตลาดในบ้านเราเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ก็มาร่วมคอลแลบกับ Supreme เรื่อยไปจนถึง แบรนด์หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ที่เริ่มมาทำงานร่วมกับ Supreme ในปี 2017 ก่อนที่สินค้าของ Supreme x Louis Vuitton จะกลายเป็นหนึ่งในไอเทมที่ราคามหาโหด ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้านี้

Supreme และไอเทมที่คุณควรมี

ตามที่เรียนไว้ข้างต้น สินค้าทุกชิ้น ทุกคอลเลกชั่นของ Supreme ถูกผลิตออกมามีจำนวนจำกัด ทำให้การเป็นเจ้าของสินค้า Supreme แต่ละซีซันจึงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งสาขาของ Supreme ก็มีเพียง 11 สาขาทั่วโลก ไม่นับในช่องทางออนไลน์ ขอบอกกันตามตรงกดให้ตายก็ไม่ได้สินค้า เพราะทันทีที่สินค้าถูกวางจำหน่ายบนหน้าเว็บไซต์ คุณจะต้องเผชิญหน้ากับอมนุษย์ที่มีชื่อว่าบอต (Bot) ปาดหน้าคุณทุกครั้งไปดังนั้นแล้ว จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสินค้าของแบรนด์ Supreme มีราคาป้ายที่แพง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย ยกตัวอย่างเสื้อยืดของ Supreme ราคาป้ายหน้าร้านเพียง 39 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าเป็นเสื้อกันหนาวก็แพงขึ้นอีกหน่อยที่ 139 ดอลลาร์สหรัฐแต่ถ้าเราย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นว่า “สินค้ามันมีจำนวนจำกัด” แค่นั้นก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่า หลักการตลาด 101 มันกำลังทำงานแล้ว เพราะปริมาณสินค้ามันมีน้อยกว่าความต้องการของผู้บริโภคที่หิวกระหายอยากได้แบรนด์ Supreme ที่สูงมาก ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่คลั่งไคล้ในแบรนด์ Supreme จึงยินดีที่จะควักกระเป๋าเพื่อคว้าสิทธิ์การเป็นเจ้าของ ถ้าโชคดีเป็นเจ้าของสินค้าใดๆ ก็ตามของ Supreme สักหนึ่งชิ้น คุณก็สามารถนำสินค้าชิ้นนั้นไปขายต่อในราคาที่แพงกว่าเดิมได้สบายๆ

Supreme กับการCollab

SUPREME X Comme des Garcons 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลอย่างหนึ่งจากการเติบโตทั้งหมดนี้ คือในสองสามปีที่ผ่านมา ซูพรีมกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก และมีความเป็นไปได้สูงว่า แม้คุณจะไม่ได้เป็นแฟนคลับแบรนด์ซูพรีม แต่ก็ต้องมีหลานสักคนของคุณที่ชื่นชอบแบรนด์นี้ มีคนที่อยู่กับแบรนด์ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เช่น เลโอนาร์ด แม็กเกอร์ (Leonard McGurr) ศิลปินผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Futura เขามีกางเกงคาร์โกลายทหารที่ซื้อจากซูพรีมในปี ค.ศ. 1995 และทุกวันนี้เขาก็ยังใส่มันอยู่ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้สึกว่าต้องจ่ายแพงเกินไปเวลาซื้อหมวกลายทหารราคา 42 ดอลลาร์ หรือเสื้ออ็อกซ์ฟอร์ดราคา 110 ดอลลาร์ พวกเขาก็มักจะกลับมาที่ร้านเสมอ

 แอนดรูว์ เรียธ (Andrew Rieth) คือหนึ่งในลูกค้าที่ว่านั้น ตอนนี้เขาเป็นนักธรณีฟิสิกส์อายุ 44 ปี มีลูก 5 คน เขาอาศัยอยู่ใกล้ฮูสตัน และได้รู้จักซูพรีมตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 ขณะที่เขากำลังอ่านนิตยสารสเกตบอร์ด เขาเห็นนักสเกตคนหนึ่งสวมหมวกซูพรีมเลยเริ่มสนใจ เขาจึงโทรฯ ไปที่ร้านแต่พนักงานแจ้งอย่างสุภาพว่าพวกเขาไม่รับการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ เขาจึงเริ่มตามหาสินค้าซูพรีม ซึ่งในยุคนั้นก็คือ eBay “นั่นเป็นช่วงก่อนที่จะมีกระแสความคลั่งซูพรีมแบบทุกวันนี้ด้วยซ้ำ” แต่แม้จะยังไม่เกิดอาการคลั่งแบรนด์แบบทุกวันนี้ แต่หมวกซูพรีมที่มีราคาป้าย 28 ดอลลาร์ ก็ถูกนำมาขายในราคา 75 ดอลลาร์ แล้วในเวลานั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 ซูพรีมเริ่มปล่อยคอลเล็กชั่นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งเป็น Fall/Winter และ Spring/Summer โดยคอลเล็กชั่นเหล่านี้มีทุกสิ่งตั้งแต่สูท เสื้อคลุมกันหนาว ไปจนถึงเสื้อบาสเกตบอล แจ๊กเก็ตหนัง และเสื้อผ้าไหม นอกจากนี้ก็มีคอลเล็กชั่นเครื่องประดับที่ใช้งานได้จริง และมีจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป รวมถึงอุปกรณ์กีฬา คอลเล็กชั่น Spring/Summer ที่ผ่านมาก็มีชุดกลอง Pearl ปืนฉีดน้ำ Super Soaker และผ้าพันแผล BandAid ที่พันด้วยโลโก้ Supreme ซึ่งจะมีการเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ทั้งหมดแบบล่วงหน้าก่อน จากนั้นจะทยอยวางขายทุกวันพฤหัสบดีเป็นช่วงเวลาสองสามเดือน ถ้าไม่มีของหลุด (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมี) คุณก็จะไม่รู้

Supreme X Louis Vuitton

นอกจากนั้นยังมีการนำเอาศิลปะและวัฒนธรรมที่ซับซ้อนมาผสานกันจนเกิดเป็นลักษณะเด่นของแบรนด์ รวมถึงแคมเปญการตลาดผ่านคนดัง ทั้งเลดี้ กาก้า (Lady Gaga), ดิดดี (Diddy) และเคอร์มิต เดอะ ฟร็อก (Kermit the Frog) นอกจากนี้ยังมีการออกแผ่นสเกตบอร์ดลายต่างๆ ที่ร่วมออกแบบโดยศิลปินเอลิสต์ ทั้ง เจฟฟ์ คูนส์ (Jeff Koons), มาริลิน มินเตอร์ (Marilyn Minter) และเดเมียน เฮิร์สต์ (Damien Hirst) ซึ่งการร่วมมือกันทางวัฒนธรรมเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทำกันเมื่อ 20 ปีก่อน แต่ขีดจำกัดของแบรนด์อยู่ตรงไหนมันเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก ฉันเลยถามเจ๊บเบีย และเขาตอบว่า “พวกเราก็ทำในสิ่งที่ทำกันมาอยู่ตลอด นั่นก็คือการพยายาม และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ พยายามและตระหนักว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้น และพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดให้เป็นไปได้สำหรับยุคสมัย ในขณะที่เราก็ต้องรักษาจุดยืนของตัวเองไว้ ผมไม่มีลูกแก้วทำนายอนาคต แต่ผมคิดว่าพวกเราต้องเดินบนเส้นทางของตัวเอง ต่อให้สินค้าไม่ได้รับความนิยม พวกเราก็จะทำทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะพวกเราอยู่ในธุรกิจที่เรื่องแบบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ ก็มันเป็นอย่างนั้น หลายๆ แบรนด์ก็เคยผ่านมันมาเหมือนกัน บางแบรนด์รอด บางแบรนด์ก็ไม่รอด พวกเราจะยังคงเป็นตัวของตัวเองเหมือนเดิม เราจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ล่าสุดซูพรีมแบรนด์สตรีตแวร์สุดไฮป์ประกาศขายแบรนด์แล้ว โดยการซื้อขายกิจการแบรนด์ดังถูกขายในมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท) ให้กับกลุ่มบริษัท VF Corporation เจ้าของแบรนด์แวนส์ (Vans) และ ทิมเบอร์แลนด์ (Timberland) 

SUPREME X หลวงพ่อคูณ

supremeกับการcollabหลวงพ่อคุณ

Supreme ใช้ภาพหลวงพ่อคูณและยันต์บนเสื้อ Blessings Ripstop Shirts เป็นที่เรียบร้อยแล้วแถมทาง Supreme ยังแบ่งรายได้เป็นจำนวนเงิน 780,000 บาททำบุญถวายวัดอีกด้วย Blessings Ripstop Shirts จะทำการผลิต 1,000 ตัวคละสีโดยมีทั้งหมด 3 สี ในราคา $ 158 หรือ ประมาณ 4,900 บาท 

ก้าวต่อไปของ Supreme

เวลานี้ เจฟฟ์ เจบเบีย ไม่ได้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของ Supreme อีกแล้ว เนื่องจาก Supreme อยู่ภายใต้การดูแลของ VF Corporation ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดังอย่าง Vans, The North Face, Timberland, Dickies, Eastpak, JanSport, Kipling และอื่นๆ อีกมากมายที่น่าสนใจ บรรดาสารพัดแบรนด์ในเครือ VF Corporation ล้วนเคยร่วมงานกับ Supreme มาแล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะในรายของ The North Face ที่ครั้งหนึ่งเคยออกเสื้อแจ็กเกตที่ใช้เทคโนโลยีกันน้ำของ Gore-Tex ตั้งราคาขายที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องตลกร้าย เพราะหลังจากนั้น The North Face ไปคอลแลบร่วมกับ Supreme แล้วผลิตแจ็กเกตแบบเดียวกัน และใช้เทคโนโลยีของ Gore-Tex เหมือนกันอีกต่างหาก แต่เสื้อแจ็กเกตที่มีคำว่า Supreme อยู่บนบริเวณฮู้ด กลับมีราคาถึง 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ง่ายๆ สั้นๆ คำเดียว “เพราะมันคือ Supreme”

ปัจจุบันสถานะของเจมส์ เจบเบีย ใน Supreme ยังคงเป็นซีอีโอเหมือนเดิม แม้ว่า Supreme จะย้ายไปอยู่ใต้ร่มเงาของ VF Corporation แล้วก็ตาม แต่ในฐานะผู้ก่อตั้ง เขายืนยันว่าจิตวิญญาณและความเป็น Supreme จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง…ก็คงจริงตามนั้น

ปัจจุบัน Supreme มีสาขาทั่วโลกอยู่ 10 สาขา เนื่องจาก Jebbia เองไม่ได้ต้องการขายสาขาเกินกว่าความจำเป็น ประกอบไปด้วย New York, Los Angeles, London, Tokyo , Nagoya, Fukuoka, Osaka รวมไปถึงสาขาล่าสุด Paris ที่พึ่งเปิดตัวไป 

ความยิ่งใหญ่ของแบรนด์แบรนด์นี้ ที่เริ่มต้นจากสเก็ตบอร์ดไปสู่รันเวย์แฟชั่น และโปรดจงมั่นใจได้เลยว่าความสำเร็จของ Supreme ยังไม่หยุดเพียงแค่เท่านี้แน่นอน เพราะฉะนั้นจงติดตามดูกันต่อไป